ช่วงต้นปีน่าจะเป็นช่วงที่คอแฟนภาพยนตร์และซีรีส์รอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อ เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งเทศกาลงานประกาศรางวัลนั่นเองค่ะ เรียกได้ว่าหลายๆ งานประกาศรางวัลใหญ่ ก็เริ่มเผยรายละเอียดกันออกมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวันและเวลา ผู้ดำเนินการรายการ หรือรายชื่อภาพยนตร์และซีรีส์ที่ได้รับการเข้าชิงเองด้วย ซึ่งงานที่เปิดมาต้อนรับปีใหม่งานแรกๆ ก็หนีไม่พ้น Golden Globes ครั้งที่ 83 หรือรางวัลลูกโลกทองคำ ในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคมนี้ ที่เป็นอีกรางวัลใหญ่ในวงการสื่อภาพยนตร์และซีรีส์ของวงการเลยก็ว่าได้ ซึ่งหนึ่งในสาขาที่น่าติดตามไม่แพ้รางวัลอื่น ก็หนีไม่พ้นสาขา Best Motion Picture – Drama นั่นเองค่ะ
วันนี้แสนสิริเลยรวบรวมภาพยนตร์ที่เข้าชิงสาขา Best Motion Picture – Drama พร้อมพาไปเจาะเส้นเรื่องภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยมของเหล่าตัวเต็งด้วยกัน ว่ามีเนื้อหาและแก่นของเรื่องราวอะไรที่ซ่อนไว้บ้าง ทำไมถึงได้เข้าชิงในสาขานี้กันได้ ซึ่งใครเป็นคอภาพยนตร์อยู่แล้ว พอเห็นรายชื่อภาพยนตร์ก็อาจจะเลือกผู้ชนะไม่ถูกแทนกรรมการกันเลย เพราะเนื้องเรื่องนั้นเข้มข้นกินกันไม่ลง กระแสดีไม่แพ้กันทุกเรื่อง และยังไล่กวาดรางวัลชื่อดังกันมาเต็มไม้เต็มมือ ใครที่ดูครบแล้ว ลองคอมเมนต์มาบอกภาพยนตร์ตัวเต็งในใจที่ใต้คอมเมนต์โพสต์นี้ได้เลยนะคะ ส่วนใครที่ยังดูไม่ครบก็ยังพอมีเวลาให้ไปติดตามรับชม หรือลองอ่านโพสต์นี้ไปด้วยกันได้เลย จะมีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ!
ถ้าใครกำลังมองหาพื้นที่สำหรับผ่อนคลายในวันหยุดแบบนี้ สำหรับนอนดูภาพยนตร์ดีกรีรางวัลทั้งหมดก่อนวันประกาศรางวัลไปจนหมดวันได้อย่างสุขกายสบายใจ ที่แสนสิริเองเรา ก็มีโครงการหลากหลายรูปแบบให้ทุกคนได้เข้ามาลองเอนกาย พักใจในโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณได้ครบทุกรูปแบบอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม หรือคอนโดมิเนียม ที่พร้อมรองรับความหลากหลายไลฟ์ของสไตล์ของคุณได้อย่างพอดี
สนใจคลิกได้เลยที่นี่ https://siri.ly/MdFPct2


Frankenstein
ภาพยนตร์ที่ได้ผู้กำกับมือทองเจ้าของ 3 รางวัลออสการ์อย่าง Guillermo del Toro หรือปรมาจารย์แห่งเทพนิยายสายดาร์ก ที่เคยอวดผลงานแฟนตาซี – โกธิกกับฉากและโทนสีภาพอันงดงามอลังการอย่าง Pan’s Labyrinth (2006), The Shape of Water (2017), Guillermo Del Toro’s Pinocchio (2022) มาก่อน โดยรับหน้าที่เขียนบทและกำกับด้วยตัวเองทั้งหมด รังสรรค์เรื่องราวมาจากต้นฉบับนิยายโกธิคแห่งศตวรรษที่ 19 ปลายปากกาของ ‘Mary Shelley’ มาเป็นภาพยนตร์ที่น่าจะโดดเด่นและเตรียมกวาดรางวัลบนเวทีต่างๆ อย่างแน่นอนในต้นปีนี้
ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของ ‘วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์’ นักวิทยาศาสตร์จากครอบครัวแพทย์ผู้มีพรสวรรค์ ที่มีความเชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะทำให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติได้ ทำให้เขาอยากเอาชนะความตายจากเหตุการณ์สูญเสียแม่ผู้เป็นที่รัก จึงก่อเกิดเป็นการทดลองสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาจากชิ้นส่วนมนุษย์มาหลอมรวมเป็น The Creature Frankenstein พร้อมหัวใจและความรู้สึกที่เหมือนกันกับมนุษย์ และแม้จะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาแต่กลับมีการตั้งคำถามกับวิคเตอร์ต่อการที่เขาทอดทิ้งสิ่งที่สร้างไว้เอง จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมของผู้สร้างที่กลายเป็นอสูรกายเสียงเอง
“The hunter did not hate the wolf. The wolf did not hate the sheep. But violence felt inevitable between them. Perhaps, I thought, this was the way of the world. It would hunt you and kill you just for being who you are.”
ภาพยนตร์ได้รับคำชมอย่างล้นหลามว่าเป็นผลงานที่ลึกซึ้งทางปรัชญาและศีลธรรม ผ่านมุมมองของอสูรกายที่โดดเดี่ยวและการตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ สะท้อนออกมาผ่านความโดดเดี่ยวและการถูกปฏิเสธ ด้วยประโยคที่เขาพูดว่า “ตายได้ แต่อยู่ลำพังไม่ได้” ที่ทำให้เห็นว่าเขาก็มีหัวใจไม่ต่างจากมนุษย์ ที่เพียงต้องการความรักและการยอมรับเท่านั้น ผ่านเนื้อเรื่องของการค้นหาความหมายของชีวิต ความตาย และธรรมชาติของ “ปีศาจ” แท้จริงคือล้วนมาจากความกลัวของมนุษย์เองทั้งสิ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก trueid

It Was Just an Accident
ภาพยนตร์ระทึกขวัญ – ตลกร้าย เขียนบทและกำกับโดยผู้กำกับที่เคยเป็นนักโทษการเมืองชาวอิหร่าน ‘จาฟาร์ ปานาฮี’ จากผลงาน 3 Faces, No Bears, Taxi, Closed Curtain, Offside, This Is Not a Film และ The Mirror โดยการร่วมสร้างระหว่างประเทศอิหร่าน ฝรั่งเศส และลักเซมเบิร์ก ที่เปิดตัวฉายเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2025 ได้รับเสียงปรบมือนานถึง 10 นาทีในรอบฉายพรีเมียร์ครั้งแรก จนทำให้ชนะรางวัลปาล์มทองคำสูงสุดของเทศกาล และไปคว้าอีก 3 รางวัลจาก Gotham Film Awards มาได้
ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของ ‘วาฮิด’ ช่างยนต์ชาวอาเซอร์ไบจานที่จมอยู่กับความเจ็บปวดจากอดีตอันแสนโหดร้าย จากการเคยถูกคุมขังโดยรัฐบาลอิหร่าน โดยในระหว่างการถูกคุมขังเขาได้ถูกสอบปากคำในขณะที่ถูกปิดตาไม่ให้มองเห็น วันหนึ่งเขาตัดสินใจลักพาตัว ’เอ็กบาล’ ที่เชื่อว่าเป็นหนึ่งในอดีตคนที่เคยทรมาณเขาไปฝังไว้กลางทะเลทราย วาฮิดรวมตัวอดีตเพื่อนนักโทษที่เคยถูกทรมานโดยผู้คุมคนเดียวกัน เพื่อยืนยันตัวตนของเอิกบัล จนนำไปสู่เรื่องราวของการตั้งคำถามที่ว่าสุดท้ายแล้วเราจะเลือกแก้แค้น หรือให้อภัยเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
“Why did you destroy our lives?”
ภาพยนตร์ฉายภาพของการแก้แค้นที่เข้มข้นและซับซ้อนอันเต็มไปด้วยข้อกังขาทางจริยธรรม ผ่านการตั้งคำถามว่าพวกเขาจะสามารถใช้วิธีการเดียวกันอย่างการลักพาตัวหรือการทรมานกับผู้ที่กดขี่พวกเขาได้หรือไม่ ทำให้เกิดภาพเสียดสีสังคมอย่างเจ็บแสบเกี่ยวกับการติดสินบนของข้าราชการและระบอบการปกครองที่กดขี่ในอิหร่าน ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่ตั้งใจเปิดโปงความอำมหิตที่เจ้าหน้าที่ทางการเคยกระทำต่อนักโทษการเมืองในอิหร่านอย่างตรงไปตรงมา ถ่ายทอดผ่านแง่มุมที่น่ากลัวแต่ก็เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้คนทั้งในอิหร่านและประเทศที่อยู่ภายใต้รัฐบาลกดขี่อื่นๆ ตั้งแต่สถานการณ์ที่ปานาฮีเลือกถ่ายทำภาพยนตร์ ไปจนถึงการที่นักแสดงหญิงปรากฏตัวบนหน้าจอโดยไม่สวมฮิญาบ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอิหร่าน เป็นอีกภาพยนตร์ที่อยากให้ทุกคนได้ลองชมสักครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก the guardian, BBC และ screenrant

Sentimental Value
ภาพยนตร์ดราม่า กำกับโดย โยอาคิม ทรีเออร์ พร้อมนักแสดงนำ เรอเนต ไรน์สฟ์ จาก The Worst Person in the World (2021) โดยไปคว้ารางวัล Grand Prix จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2025 กับภาพยนตร์ที่เหล่านักวิจารณ์พร้อมใจกันเทคะแนนให้อย่างเอกฉันท์ รวมถึงปรบมือยาวนานถึง 19 นาที นานที่สุดเป็นอันดับ 3 ของเทศกาลหนังคานส์ นอกจากนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Critics Choice Awards ถึง 7 สาขา ส่วนลูกโลกทองคำ 2026 ก็เข้าชิงมากถึง 8 สาขา
ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของพี่น้อง ‘นอร่า’ และ ‘แอ็กเนส’ ที่ต้องกลับมาเจอหน้าพ่อของตัวเอง ‘กุสตาฟ’ อีกครั้งหลังจากที่พ่อทิ้งไปสมัยที่พวกเธอยังเป็นเด็ก โดยเขาเป็นอดีตผู้กำกับชื่อดังที่กำลังจะทำภาพยนตร์ที่อิงมาจากชีวิตจริงของตนเอง จึงมาเสนอบทเรื่องที่เขาหวังว่าจะเป็นภาพยนตร์ฟื้นฟูอาชีพของเขาขึ้นมาอีกครั้งให้กับนอร่า ลูกสาวซึ่งเป็นนักแสดงละครเวที และเขาพยายามใช้โอกาสนี้สานสัมพันธ์อันแตกสลายกับลูกสาวทั้งสอง ถึงแม้โอกาสจะดูริบหรี่ก็ตามทีหลังเขามอบบทของเธอให้กับนักแสดงสาวจากฮอลลีวูดคนหนึ่ง ที่เข้ามาอยู่กลางความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ซับซ้อนนี้
“The best that’s happened to you? Then why weren’t you there?”
ภาพยนตร์ฉายภาพของความสัมพันธ์อันเปราะบาง ในแง่มุมที่ละเอียดอ่อนและคาดไม่ถึง ทำให้เห็นว่า “คุณค่าทางจิตใจ” คือ หัวใจสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่การดำเนินเรื่องเริ่มต้นและจบลงที่บ้านของโนราอย่างมีสัญญะ ผ่านความสัมพันธ์ในครอบครัว, ความทรงจำ, การเยียวยา, และการเผชิญหน้ากับอดีตที่ซับซ้อน เพื่อสำรวจความเปราะบางของสายสัมพันธ์มนุษย์ และการค้นหาความรัก ความเข้าใจ ในขณะที่ต้องรับมือกับความสูญเสียและความผิดหวัง และความพยายามที่จะเติมเต็มหรือแทนที่ช่องว่างในความสัมพันธ์ เป็นอีกภาพยนตร์น้ำดี การันตีรางวัลที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาด
ขอบคุณข้อมูลจาก variety และ hollywood reporter

Sinners
ภาพยนตร์จากการกำกับของ ไรอัน คูเกลอร์ ผู้กำกับเจ้าของผลงาน Black Panther และ Creed นำแสดงโดย ไมเคิล บี. จอร์แดน ที่ได้คะแนนเปิดตัวเต็ม 100% บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องแรกที่ได้รับคะแนน CinemaScore ระดับ A รวมถึงขึ้นแท่นหนังต้นฉบับที่ทำเงินในประเทศสูงที่สุด ในรอบ 15 ปี นอกจากนี้ยังได้เข้าชิงรางวัล Critic Choice Awards ครั้งที่ 31 มากถึง 17 รางวัล และกวาด 10 รางวัล จากการประกาศผลรางวัลสถาบันนักวิจารณ์ Washington DC Area Film Critics Association ประจำปี 2025
ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของพี่น้องฝาแฝด ‘สโมก’ กับ ‘สแต็ก’ สองพี่น้องอาชญากรฝาแฝด ที่พยายามหนีอดีตและกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในบ้านเกิดที่รัฐมิสซิสซิปปีช่วงทศวรรษ 1930 โดยใช้เงินปล้นมาเปิดธุรกิจคลับบาร์สำหรับคนดำเพื่อสร้างชีวิตใหม่ แต่คืนเปิดตัวของคลับกลับกลายเป็นฝันร้ายเมื่อแวมไพร์ชาวไอริชและพรรคพวกมาปรากฏตัว จากพรสวรรค์การสร้างดนตรีที่จริงแท้จนสามารถแหวกม่านกั้นระหว่างชีวิตและความตายของลูกพี่ลูกน้อง ที่มีอำนาจถึงขั้นดึงดูดแวมไพร์มาหา ทำให้คืนเปิดร้านที่ควรจะสนุกสนาน กลายเป็นค่ำคืนแห่งโศกนาฏกรรมในทันที
“You Keep Dancing With The Devil, One Day He’s Gonna Follow You Home.”
ภาพยนตร์ผสมผสานระหว่างสยองขวัญเหนือธรรมชาติได้อย่างลงตัว แต่ยังสะท้อนถึงประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของคนผิวดำในอเมริกาได้อย่างลึกซึ้ง เพื่อยก่องและรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของชุมชนคนผิวสีอเมริกันในอดีตอย่างเข้มแข็ง ผ่านเสียงเพลงบลูส์ที่อธิบายวิธีการของแนวคิดจักรวรรดินิยมแทรกซึมไปสู่ผู้คน ด้วยการเน้นย้ำว่าดนตรีบลูส์คือเสียงสะท้อนจิตวิญญาณ และเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่เข้มแข็งกว่าความอมตะของแวมไพร์ รวมถึงข้อคิดว่าการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์อย่างอิสระและมีความสุขนั้นมีค่ากว่าการเป็นอมตะที่ถูกจองจำภายใต้ความอยุติธรรมและอำนาจที่พยายามช่วงชิงอิสระของชีวิตและวัฒนธรรมเหล่านี้ไป
ขอบคุณข้อมูลจาก deadline และ the matter

The Secret Agent
ภาพยนตร์ระทึกขวัญทางการเมืองอิงประวัติศาสตร์แนวฟิล์มนัวร์ยุคใหม่ หนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมมากที่สุดของเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2025 ผลงานของผู้กำกับชาวบราซิล เคลเบอร์ เมนโดซา ฟิลยู ซึ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลคานส์มาได้ถึง 2 รางวัล ได้แก่ ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม อีกทั้งยังได้รางวัลคว้ารางวัลพิเศษ FIPRESCI สายประกวด (Competition) ที่ถูกยกให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่สุดในสายประกวดของคานส์ปีนี้ นอกจากนี้ยังเดินหน้าคว้า 3 รางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ลิมา ครั้งที่ 29 หนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ที่สำคัญที่สุดของละตินอเมริกา
ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวของ ‘มาร์เซโล’ นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่หลบหนีออกจากเซาเปาโลไปยังเรซิเฟ เมืองติดทะเลเพื่อหวังจะหาความสงบ ที่จู่ๆ ก็ตกเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัวในใจกลางความวุ่นวายทางการเมืองของระบอบเผด็จการ เขาต้องหลบหนีจากเหล่านักฆ่ารับจ้าง วิญญาณแห่งอดีต และจิตวิญญาณนักรบที่โหดเหี้ยมของบราซิลในปี 1977 ที่ทำให้เห็นว่าไม่มีตรงไหนปลอดภัยเลยภายใต้สังคมยุคของเผด็จการ จากนั้นมาร์เซโลถูกกลุ่มลึกลับพาตัวไปยังบ้านพักปลอดภัยของขบวนการต่อต้านใต้ดินที่กำลังเติบโตของประเทศ
“They said they were too busy on account of Carnaval. Said they’d swing by Ash Wednesday to pick him up. Tomorrow’s Ash Wednesday. Guess we’ll see.”
ภาพยนตร์สะท้อนความโหดร้ายของระบอบเผด็จการและการที่คนธรรมดาต้องตกเป็นเหยื่อ ทำให้การหลบหนีไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดแต่เป็นการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและชีวิต ทำให้เราเห็นคุณค่าของเสรีภาพและความรักของครอบครัว ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเข้มแข็งของกลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู่อยากไม่ยอมแพ้ที่ร่วมมือกันแม้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง เป็นอีกภาพยนตร์ตัวเต็งน้ำดีที่พร้อมล่ารางวัลจากเทศกาลสำคัญได้อีกหลายถ้วย ที่ควรดูก่อนสักครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก แฟนพันธ์แท้ภาพยนตร์ และ the guardian

Hamnet
ภาพยนตร์ดราม่าอิงประวัติศาสตร์ ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมขายดีของแม็คกี้ โอฟาร์เรลล์ ตัดต่อและกำกับโดย โคลอี้ เจา ผู้กำกับจาก Eternals และผู้ชนะรางวัลออสการ์ สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม จาก Nomadland ที่การันตีคุณภาพของภาพนนตร์ด้วยรางวัลใหญ่มากมายเต็มมือ ทั้ง Audience Award ของ Virginia Film Festival นอกจากนี้ยังส่งให้ โคลอี้ เป็นผู้กำกับหญิงคนแรกที่ได้รางวัล TIFF People’s Choice Award สองครั้ง หลังจากที่เคยได้รางวัลเมื่อปี 2020 จากเรื่อง Nomadland รางวัลใหญ่สุดจากเทศกาลภาพยนตร์โทรอนโต และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 6 สาขา
ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวสมมติช่วงอังกฤษในศตวรรษที่ 16 ของนักกวีชื่อก้องโลกอย่าง ‘วิลเลียมส์ เชคสเปียร์ส’ และภรรยา ‘แอ็กเนส เชคสเปียร์ส’ หลังสูญเสียลูกชาย ‘แฮมเน็ต’ ในปี 1596 ด้วยวัยเพียง 11 ปี โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งความสูญเสียอันใหญ่หลวงนี้ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนบทละครเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ “Hamlet” ผลงานอมตะของความรักและความสูญเสียที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกของเชกสเปียร์
“Our children’s hearts beat, they smile, play. Never forget for a moment, they may be gone.”
ภาพยนตร์พาไปสำรวจความเจ็บปวดของพ่อแม่ที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียลูกชาย และแรงบันดาลใจที่ทำให้เชกสเปียร์เขียนบทละครเรื่องอมตะอย่าง Hamlet โดยเน้นที่เรื่องราวชีวิตของครอบครัวและความสัมพันธ์ของเชกสเปียร์กับแอ็กเนส ในการรับมือการสูญเสียในความเจ็บปวดของตนเอง โดยใช้ ศิลปะเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยประคองชีวิตให้ไปต่อและสื่อสารความรู้สึกที่ไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำพูดได้ แปรเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นเรื่องราวที่มีความหมายและคงอยู่ตลอดไปผ่านตัวอักษร ก่อนที่เขาจะกลายเป็นนักเขียนชื่อก้องโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก แฟนพันธ์แท้ภาพยนตร์
